สิ่งแวดล้อมค่อยๆเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง
รักโลก รักษ์สิ่งแวดล้อม
สิ่ง แวดล้อมเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับโลกใบนี้มาตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกๆวันทุกๆเวลา สิ่งแวดล้อมค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น หรือเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง ทุกสิ่งทุกอย่างที่ อยู่รอบตัวเรานั้นคือสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ พื้นดิน กองหิน แม่น้ำ ทะเล ภูเขา ทุกสิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือ บ้าน ตึก สะพาน หรือแม้กระทั่ง เสาไฟฟ้า สิ่งเหล่านั้นก็ถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้น

ป่าไม้ สิ่งแวดล้อมที่ธรรมชาติสร้างขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม
ทุกวันนี้สิ่งแวดล้อมค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ธารน้ำแข็งบนที่ราบสูง
ธิ เบตเกิดการละลายขึ้น ส่งผลกระทบให้แก่ผู้คน และสัตว์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเป็นอย่างมาก ส่วนสาเหตุของการละลายนั้น ทุกๆคนคงทราบกันดีในเรื่องนี้อยู่แล้ว ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ในปัจจุบันอุณหภูมิของบรรยากาศโลกกำลังเพิ่มขึ้นสูงมากเนื่อง ชั้นโอโซนที่ห่อหุ้มโลกนี้ไว้ถูกก๊าซเรือนกระจกทำให้เป็นช่องโหว่ในชั้น บรรยากาศ เมื่อดวงอาทิตย์ส่งความร้อนมาสู่โลก ความร้อนสามารถเข้ามาได้เป็นจำนวนมาก แต่กลับออกไปได้เพียงน้อยนิด นอกจากเหตุการณ์ที่ธารน้ำแข็งละลายนั้นก็ยังมีสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ในทางที่แย่ลง และส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และสัตว์อีกหลายอย่าง เช่น แม่น้ำ และลำคลองเน่าเสีย สาเหตุที่ทำให้แม่น้ำ และลำคลองเน่าเสียนั้นคือผู้คนทิ้งขยะปล่อยของเสีย หรือสารเคมีต่างๆลงในแม่น้ำลำคลอง ขยะเหล่านั้นจะส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเกิดการเน่าเสีย และมีกลิ่นเหม็น จนแทบจะไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้

ความแตกต่างของธารน้ำแข็งในอดีต (ภาพบน) และปัจจุบัน (ภาพล่าง)
วิธีการรักษาสิ่งแวดล้อม
1. ลดการใช้สเปรย์ หรือสิ่งของที่ก่อให้เกิด ก๊าซเรือนกระจก
2. ทิ้งขยะลงในถังไม่ทิ้งลงในน้ำ หรือลงบนพื้น
3. ไม่ซักผ้า หรือนำน้ำซักผ้าเทลงในแม่น้ำ
4. ใช้ถุงผ้า แทนถุงพลาสติก
5. ใช้กระดาษ Reused
6. ช่วยกันแยกขยะ ทิ้งขยะให้ถูกถัง
7. ช่วยกันปลูกต้นไม้ เพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์
8. ลดการใช้กระดาษ เพื่อลดการตัดต้นไม้
แค่ เราทำตาม 8 ข้อนี้ เราก็จะช่วยลดการทำร้ายสิ่งแวดล้อม และช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมค่อยๆกลับไปอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่เกิดภัยต่างๆ ได้แล้ว นอกจาก 8 ข้อที่กล่าวมา ยังมีวิธีการต่างๆอีกหลายข้อที่เป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก ดังนั้นถ้าเราทุกคนปฏิบัติตามวิธีต่างๆข้างต้น หรือวิธีอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวมา เราก็จะสามารถอาศัยอยู่ในโลกไปนี้อย่างมีความสุขเป็นเวลายาวนาน
เอกสารอ้างอิง :

ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรดิจีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีกด้วย
กุหลาบเข้ามาเมืองไทยสมัยใดไม่ทราบแน่ชัด แต่จากบันทึกของ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช บันทึกไว้ว่าได้เห็นกุหลาบที่กรุงศรีอยุธยา และที่แน่นอนอีกแห่งก็คือ ในกาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศกสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ กล่าวถึงกุหลาบไว้ว่า

สีเหลือง สื่อความหมายถึง เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ









